• ลงทุนหุ้นอเมริกา
  • Posts
  • สรุปตลาดหุ้นสหรัฐฯ วันเสาร์ที่ 30 ส.ค. 25: 'สิงหา' จบไม่สวย!! สัญญาณ 'กันยา' เดือด!! ส่องทุกปัจจัยที่ต้องจับตา??

สรุปตลาดหุ้นสหรัฐฯ วันเสาร์ที่ 30 ส.ค. 25: 'สิงหา' จบไม่สวย!! สัญญาณ 'กันยา' เดือด!! ส่องทุกปัจจัยที่ต้องจับตา??

ตลาดหุ้นในปลายเดือนสิงหาคมปีนี้จบลงด้วยแนวโน้มที่ไม่สดใส โดยเมื่อวานนี้ Dow Jones ปิด ลดลง -0.20% ขณะที่ S&P 500 ลดลง -0.64% และ Nasdaq ปิดลดลง -1.15% แม้ว่าตลอดเดือนที่ผ่านมา ดัชนีหลักทั้ง 3 นี้จะปรับตัวขึ้นระหว่าง 1.5% ถึง 3% และอยู่ใกล้จุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ก็ตาม แต่การปรับลงในสัปดาห์สุดท้าย โดยเฉพาะเมื่อวานนี้ สะท้อนแรงกดดันจากข้อมูลเงินเฟ้อที่ยังสูง ทำให้นักลงทุนเริ่มมองว่าเดือนกันยายนอาจจะเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากอีกครั้ง เพราะโดยปกติเดือนนี้ถือเป็น “ขาลง” ของตลาดหุ้นในรอบปี

นักลงทุนกำลังจับตาการประชุมของ Fed กลางเดือนกันยายน ว่าจะมีการปรับลดดอกเบี้ยหรือไม่ เนื่องจากตลาดมองว่าดอกเบี้ยที่ถูกลงจะช่วยจุดกระแสการลงทุนใหม่ๆ หากเศรษฐกิจชะลอตัวอย่างตัวเลขจ้างงานที่กำลังจะประกาศออกมาซึ่งคาดว่าจะเพิ่มเพียง 92,500 ตำแหน่งในเดือนสิงหาคม ซึ่งมากกว่ากรกฎาคมแต่ยังถือว่าอัตราเติบโตต่ำ แม้เศรษฐกิจจะชะลอตัว แต่ก็ไม่ได้แย่จนชวนวิตกหนัก อาจช่วยสนับสนุนแนวโน้มลดดอกเบี้ยได้อยู่

แต่อีกด้านหนึ่งก็ยังมีประเด็นที่นักลงทุนต้องระวัง เช่น ตัวเลขเงินเฟ้อฝั่งผู้ผลิตและผู้บริโภคที่ใกล้จะประกาศ (10-11 กันยายน) บวกกับความกังวลเรื่องการเก็บภาษีศุลกากรที่อาจส่งผลกระทบต่อการใช้จ่ายของประชาชนและผลประกอบการบริษัท รวมไปถึงความไม่แน่นอนว่า Fed จะลดดอกเบี้ยจริงหรือไม่ เพราะหลายคนในตลาดมองว่า Fed จะดำเนินนโยบายตามข้อมูลเศรษฐกิจมากกว่าตามความคาดหวังของนักลงทุนเอง

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์มองว่า ความเสี่ยงหลักคือ “ความตื่นเต้นเกินจริงเกี่ยวกับดอกเบี้ยขาลง” เพราะจริงๆ แล้ว Fed ยังขึ้นอยู่กับตัวเลขเศรษฐกิจมากกว่าความเชื่อมั่นส่วนบุคคล อย่างไรก็ตาม ก็มีกระแสเชิงบวกจากการที่รัฐบาลสหรัฐออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม ซึ่งตลาดคาดว่าจะช่วยผลประกอบการบริษัทเพิ่มขึ้นถึง 11% ในปี 2025 และ 13% ในปี 2026 โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยีที่ได้ประโยชน์โดยตรงจากนโยบายนี้

หากมองเรื่องมูลค่าหุ้น ณ. ตอนนี้ จะเห็นว่า หุ้นกลุ่มใหญ่สุด เช่น “Magnificent Seven” มีค่าดัชนี P/E อยู่ที่ 29.2 เท่า และ S&P 500 มีค่า P/E ประมาณ 22.5 เท่า ขณะที่กองทุนรวมแบบกระจายทั้งตลาด (Invesco S&P 500 Equal Weight ETF) มีค่าเพียง 17.2 เท่า ซึ่งนี่คือสัญญาณว่าหุ้นส่วนใหญ่ในตลาดยังมีราคาน่าสนใจ เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มนำของตลาดที่มี “ความคาดหวัง” สูงเกินจริง นักวิเคราะห์จึงมองว่า หากเกิดการปรับฐานในเดือนกันยายน ก็จะเป็นโอกาส “เลือกซื้อของถูก” แบบเดียวกับที่เคยเกิดหลังเทศกาล Liberation Day ในเดือนเมษายนที่ผ่านมา

แม้กันยายนอาจเป็นเดือนที่มีความผันผวนสูงและมีความเสี่ยงเรื่องอัตราดอกเบี้ยกับเงินเฟ้อ แต่ภาพรวมยังเห็นโอกาสจากการเติบโตของผลประกอบการบริษัทหลังมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ หากมีการปรับฐานแรงๆ ก็เป็นจังหวะที่ดีสำหรับการลงทุนในหุ้นที่มีพื้นฐานแข็งแกร่งและราคายังไม่สูงเกินไป